มรดกทางวัฒนธรรม

มรดกทางวัฒนธรรม

Update:

ประเทศญี่ปุ่นมีผลงานศิลปะมากมาย อาทิเช่น พระพุทธรูปหรือภาพวาดที่ได้รับการอนุรักษ์ให้เป็นทรัพย์สินทางวัฒนธรรมที่สำคัญและเป็นสมบัติประจำชาติ, วัดและศาลเจ้ามรดกโลกอย่างวัดโฮรีวในจังหวัดนะระ เป็นต้น
การเรียนรู้เกี่ยวกับบมรดกทางวัฒนธรรมของประเทศญี่ปุ่นเป็นกุญแจสำคัญที่มีประโยชน์มากในการเข้าใจประวัติศาสตร์และวัฒนธรรมที่ญี่ปุ่น
ปกป้องมาจวบจนปัจจุบัน

วัดที่เป็นมรดกทางวัฒนธรรม

"พุทธสถานของพื้นที่วัดโฮรีว" ในจังหวัดนาราได้รับการจดบันทึกให้เป็น
มรดกโลกชิ้นแรกของญี่ปุ่นเมื่อปี ค.ศ. 1993 วัดโฮรีวสร้างขึ้นเมื่อราวศตวรรษที่ 7 และเป็นอาคารไม้ที่เก่าแก่ที่สุดในโลก นอกจากนี้ยังมีมรดกโลกอื่น ๆ มากมายด้วย เช่น วัดคิโยะมิซุ (ในภาพ) และวัดคิงคะคุจิ ที่เป็น "ทรัพย์สินทางวัฒนธรรมแห่งเมืองหลวงเก่าเกียวโต" และศาลเจ้า
นิกโกโทโช ยังเป็น "ศาลเจ้าแห่งเมืองนิกโก" เป็นต้น
วัดในสมัยก่อนจะถูกสร้างขึ้นโดยบุคคลสำคัญทางด้านการปกครอง
ของรัฐบาลในสมัยนั้นเป็นส่วนใหญ่ โดยวัดที่เป็นมรดกโลกนั้น ไม่ว่า
จะมองในแง่ศิลปะหรือสถาปัตยกรรมก็ล้วนใช้เทคนิคขั้นสูงในการสร้าง
ด้วยเช่นกัน และยังบ่งบอกว่า บุคคลสำคัญเหล่านั้นมีความสนใจในการสร้างวัดอีกด้วย

พระพุทธรูป

แต่เดิม การสร้างพระพุทธรูปนั้นไม่ได้สร้างทางพระพุทธศาสนา
แต่ว่ากันว่า สร้างขึ้นพร้อม ๆ กับความเจริญทางศิลปะประติมากรรม
ดังนั้น พระพุทธรูปเหล่านี้จึงมีคุณค่าทางศิลปะสูงมาก
ในประเทศญี่ปุ่น ศิลปะทางพุทธศาสนาอย่างพระพุทธรูปนั้นเจริญขึ้นมา
พร้อม ๆ กับวัดวาอารามต่าง ๆ และยังเป็นแหล่งท่องเที่ยวที่ได้รับความ
นิยมอย่างมากอีกด้วย เช่น ประติมากรรมรูปหล่อพระไวโรจนพุทธะที่เป็น
ที่รู้จักกันในนามพระพุทธรูปยักษ์แห่งนะระ "ไดบุทสึแห่งนะระ (ในภาพ)"
ซึ่งมีความสูงถึง 15 เมตร นอกจากนี้ ยังมีพระพุทธรูปอีกมากมาย
หลายแห่งทั่วญี่ปุ่น เช่น ประติมากรรมรูปหล่อพระวัชรธร (Vajradhara)
ที่สร้างขึ้นจากไม้ และประติมากรรมรูปหล่ออสุราในวัดโคฟุกุ จังหวัดนะระ เป็นต้น

ปราสาท

ประเทศญี่ปุ่นมีปราสาทที่โชกุนผู้ปกครองพื้นที่บริเวณนั้น ๆ สร้างขึ้น
หลงเหลือและถูกเก็บรักษาอยู่มาถึงปัจจุบันมากมาน และส่วนมากจะ
เป็นปราสาที่สร้างขึ้นในสมัยเอโดะ บริเวณรอบปราสาทจะมีกำแพงหิน
และคูน้ำเพื่อป้องกันการรุกรานของศัตรู และใจกลางตัวปราสาทก็จะมีการสร้างหอคอยเพื่อสอดส่องดูลาดเลาของศัตรู
ซึ่งนอกจากปราสาทฮิเมจิที่เป็นมรดกโลกและเป็นหนึ่งใน "ปราสาทที่มี
ชื่อเสียงสามแห่งในญี่ปุ่น" ยังมีปราสาทนะโงะยะในจังหวัดไอชิ
และปราสาทคุมะโมะโตะในจังหวัดคุมะโมะโตะที่เป็นที่รู้จักอีกด้วย

ซุ้มประตูโทริอิ

ซุ้มประตูโทริอิ คือ สิ่งปลูกสร้างที่มีลักษณะเหมือนประตูอยู่ตามหน้า
ทางเข้าศาลเจ้าต่าง ๆ อีกฟากหนึ่งของประตูโทริอิเป็นโลกของเทพเจ้า
และยังนับเป็นจุดสิ้นสุดเขตแดนของโลกมนุษย์อีกด้วย มีแนวคิดเกี่ยวกับ
ต้นกำเนิดของซุ้มประตูโทริอิในญี่ปุ่นมากมาย แต่มีเอกสารบันทึกเอาไว้ว่า
เริ่มมีมาตั้งแต่ช่วงปี ค.ศ. 800 โดยประตูโทริอิใหญ่ของศาลเจ้าอิสึกุชิมะ ในมิยะจิมะ จังหวัดฮิโระชิมะนั้น มีความสูงถึง 16 เมตร และยังล้อมรอบด้วยทะเล ทำให้เมื่อระดับน้ำขึ้นสูง เราจะเห็นภาพคล้ายซุ้มประตูโทริอิ
กำลังลอยอยู่เหนือทะเล เป็นภาพที่สวยงามราวกับจินตนาการเลยทีเดียว
ส่วนศาลเจ้าฟูชิมิอินาริในเกียวโตนั้น ก็มีภาพประตูโทริอิสีแดงสดกว่า
หนึ่งหมื่นต้นเรียงรายกันให้เราได้เห็น และนอกจากนี้ก็ยังมีศาลเจ้า
โมะโตะโนะซุมิอินาริในยะมะงุจิก็มีชื่อเสียงโด่งดังไม่แพ้กัน

มรดกทางวัฒนธรรมที่จับต้องไม่ได้

ศิลปะการแสดงพื้นบ้านของญี่ปุ่นอย่างละครโน คาบุกิและกากาคุ
ที่เป็นเพลงโบราณดั้งเดิมของญี่ปุ่นล้วนเป็นมรดกทางวัฒนธรรม
ที่ไม่มีรูปร่างทั้งสิ้น
ละครโนเป็นการแสดงละครรูปแบบหนึ่ง ที่ใช้แสดงบนเวทีเฉพาะ
สำหรับการแสดงทีเรียกว่า โนบุไต โดยมีหัวใจสำคัญอยู่ที่การร่ายรำ
และดนตรี และในบรรดานักแสดง จะมีผู้ร่ายรำสวมหน้ากากที่เรียกว่า
โนเม็น อยู่ในนั้นด้วยนอกจากนี้ ยังมีผ้าใยกัญชงโอะจิยะชิจิมิ
ผ้าไหมยูกิสึมุกิ และอาหารการกินพื้นบ้านของญี่ปุ่นที่นับเป็นมรดก
ทางวัฒนธรรมที่ไม่มีรูปร่างเช่นกัน

ของฝากจากมรดกทางวัฒนธรรม

ที่ศาลเจ้านั้น เราสามารถซื้อเครื่องราง หรือถุงผ้าที่มีใบกระดาษอ
ยู่ด้านในได้ โดยว่ากันว่า หากพกเอาไว้จะเรียกโชคลาภเข้ามาหา
เจ้าของ และเครื่องรางยังมีอีกหลายรูปแบบ ไม่ว่าจะเป็นการอวยพร
ให้ครอบครัวปลอดภัย ส่งเสริมโชคด้านการเรียน ความสำเร็จทาง
การกีฬา เป็นต้น
นอกจากนี้ พื้นที่ที่มีศาลเจ้าอยู่มาก ยังมีร้านขายอาหาร มันจู และของหวานอันเป็นของขึ้นอยู่ของพื้นที่นั้น ๆ ให้กับผู้มาสักการะอยู่มากมายหลายร้านอีกด้วย

*ข้อมูลนี้เป็นข้อมูลขณะลงพิมพ์บทความ

แชร์บทความนี้