ศิลปะการต่อสู้

ศิลปะการต่อสู้

Update:

ขอนำเสนอความเป็นมาของศิลปะการต่อสู้ และความเป็นไปของศิลปะการต่อสู้
ในยุคปัจจุบัน

ศิลปะการต่อสู้ภายในยุทธวิธี

ใน "โคะจิกิ" บันทึกประวัติศาสตร์ที่เก่าแก่ที่สุดของญี่ปุ่น ระบุว่าศิลปะการต่อสู้ญี่ปุ่นจำแนกเป็น
ดาบ คะตะนะ หอก ธนู และซูโม่ เมื่อประมาณศตวรรษที่ 7 ก็มีรูปแบบการฝึกฝนอย่างเป็นทางการ
รวมถึงการฝึกฝนศิลปะการต่อสู้สำหรับทหารที่เรียกว่า การขี่ม้า
การต่อสู้ตัวต่อตัวเป็นรูปแบบหลักอยู่จนกระทั่งช่วงกลางยุคคามาคุระ เมื่อ
จักรวรรดิมองโกล
บุกโจมตีใน ค.ศ. 1274 รูปแบบการต่อสู้ที่ญี่ปุ่นมีอยู่นั้นใช้การไม่ได้ ส่งผลให้ "ศิลปะแห่งสงคราม"
ศิลปะการต่อสู้ที่เน้นยุทธวิธีแบบหมู่คณะกลายเป็นสิ่งที่ขาดเสียมิได้ "การใช้ปืน" เองก็เข้ามาเป็น
ส่วนหนึ่งของศิลปะการต่อสู้ เมื่ออาวุธปืนเริ่มมีบทบาทในการต่อสู้ตามการค้าขายกับต่างชาติที่
รุ่งเรืองขึ้น "ศิลปะการต่อสู้" จึงแผ่กว้างขึ้นไปตามยุคสมัยและสิ่งแวดล้อมในลักษณะนี้

การแตกแขนงของความหมายของศิลปะการต่อสู้

เมื่อเข้าสู่ยุคเอโดะ ศิลปะการต่อสู้ก็ไม่ได้มีไว้เพียงเพื่อใช้ในการสู้รบจริง แต่ยังเริ่มมีความจำเป็น
ต่อการ "ขัดเกลาหนทาง ฝึกฝนจิตใจ" เช่นกัน
มีสำนักฝึกศิลปะการต่อสู้กำเนิดขึ้นมากมาย แม้กระทั่งซามูไรที่ไม่ออกศึก
ก็จำเป็นต้องเข้า
สำนักเพื่อฝึกปรือวิชาเป็นการ "เตรียมความรู้"

"โคะบุจุทสึ" พื้นฐานของศิลปะการต่อสู้

เมื่อญี่ปุ่นก้าวกันยุคสมัยก็เกิดคำว่า "โคะบุจุทสึ" ที่ใช้เรียกศิลปะวิทยายุทธ และการทำศึกที่มีมา
ก่อน ค.ศ. 1868 แบบปฏิบัติขั้นพื้นฐานของศิลปะการต่อสู้มีอยู่ ในโคะบุจุทสึ นอกจาก
"เคนจุทสึ" (การฟันดาบ) "คิวจุทสึ" (การยิงธนู) และ "จูจุทสึ" (ต่อสู้ด้วยความอ่อน) ยังมีอีกมากมาย
เช่น "ซุยจุทสึ" สำหรับการว่ายน้ำ และวิชาที่เลื่องลือสำหรับนินจาอย่าง "ชิโนะบิจุทสึ" (การย่องกริบ)
และ "ชุริเค็นจุทสึ" (การปามีด) เป็นต้น
เมื่อศิลปะการต่อสู้สมัยใหม่มีวิวัฒนาการ ก็มีการเปลี่ยนแปลงจาก
"เค็นจุทสึ" เป็น "เคนโด้" "คิวจุทสึ" เป็น "คิวโด" และ "จูจุทสึ" เป็น "ยูโด" เมื่อเข้าสู่ยุคปัจจุบัน
ศิลปะการต่อสู้ก็แผ่ขยายออกสู่โลก และเป็นที่รู้จักในความหมายของกีฬามากขึ้น มิใช่เพียงการรบรา

ศิลปะการต่อสู้ที่มีความหมายเชิงศาสนา

นอกจาก "วิชาแห่งการสู้รบ" และ "วิธีฝึกฝนจิตใจ" แล้ว ศิลปะการต่อสู้ยังมี
ความหมายในเชิง
"พิธีกรรม" อยู่ในตัว ในศาสนา "ชินโต" ที่เป็นศาสนาหลักของญี่ปุ่นมี "การบวงสรวง" ที่ดำเนิน
ผ่านศิลปะการต่อสู้
หนึ่งในวิชาการต่อสู้ที่มีรากฐานเป็นศาสนาชินโตก็คือ "ซูโม่" ในเทพนิยาย
ของญี่ปุ่นเองก็มี
การพูดถึงทวยเทพที่ประลองกันด้วยการจับทุ่ม ซึ่งว่ากันว่าเทพนิยายดังกล่าวนี้เองที่เป็น
ต้นกำเนิดของซูโม่
นอกจากนี้ยังมี "ยะบุซะเมะ" ที่เป็นการยิงธนูจากบนหลังม้า ซึ่งประกอบเป็นพิธี
บูชาเฉลิมฉลองตาม
ศาลเจ้า เป็นต้น

"นินจุทสึ" ที่ได้รับความนิยมไปทั่วโลก

"นินจุทสึ" คือหนึ่งในการข่าวกรองที่เริ่มดำเนินการนับตั้งแต่ยุคมุโระมะจิ
ในปัจจุบันนินจา (ผู้ใช้นินจุทสึ) เป็นที่รู้จักไปทั่วโลกเพราะอิทธิพลของภาพยนตร์
การ์ตูนอนิเมชัน หนังสือการ์ตูน ฯลฯ แต่รายละเอียดเช่น "ชุดที่เป็นสีดำสนิททั้งตัว" หรือ
"ไม่ยอมให้ผู้ใดเห็นตัว" ล้วนแล้วแต่เป็นส่วนที่เพิ่มเติมเอาเองในยุคหลัง
แม้ปัจจุบันจะมีสำนักนินจุทสึอย่าง "เท็นชินโชเด็นคะโตะริชินโต" "อิงะ" และ "โคงะ" ก็ตามแต่
"โรงเรียนนินจา" อันเป็นที่เลื่องลือก็ไม่ใช่ของที่มีอยู่ทั่วไปในประเทศญี่ปุ่น

ศิลปะการต่อสู้สำหรับญี่ปุ่นยุคปัจจุบัน

ตามโรงเรียนประถมและมัธยมต้นจะมี "ซูโม่" "ยูโด" และ "เคนโด้" อย่างใด
อย่างหนึ่ง
เป็นวิชาบังคับโดยมีการเรียนการสอนในคาบพลศึกษา
อีกทั้งมีองค์กรที่เกี่ยวข้องมากมายเช่น "คณะกรรมศิลปะการต่อสู้ของญี่ปุ่น" และ
"สมาคมศิลปะการต่อสู้โบราณของญี่ปุ่น" ที่มุ่งคุ้มครองสืบสานโคะบุจุทสึ
หรือ
"สมาคมวิชาการศิลปะการต่อสู้ญี่ปุ่น" ที่ค้นคว้าวิจัยศิลปะการต่อสู้ทั้งเก่าและใหม่

*ข้อมูลนี้เป็นข้อมูลขณะลงพิมพ์บทความ

แชร์บทความนี้