Ningyoujoururi (การแสดงละครหุ่นเชิดญี่ปุ่น)

Ningyoujoururi (การแสดงละครหุ่นเชิดญี่ปุ่น)

Update:

การแสดงละครหุ่นเชิดญี่ปุ่น หรือ Ningyoujoururi เป็นละครที่ใช้คนเชิด 3 คน
ต่อหุ่นหนึ่งตัว และเป็นการแสดงพื้นบ้านของญี่ปุ่นอย่างหนึ่งที่ใช้ในการเล่าเรื่อง
ต่าง ๆ มากมาย โดยเรียกกันว่า "Bungaku" และถูกบันทึกให้เป็นมรดกโลกโดย
UNESCO ในปี ค.ศ. 2003

ประวัติความเป็นมาของละครหุ่นเชิดญี่ปุ่น

ประวัติศาสตร์ของละครหุ่นเชิดญี่ปุ่นเริ่มมาตั้งแต่สมัยปี ค.ศ. 1400 จากเรื่องรัก
โรแมนติกอันสวยงามขององค์หญิงที่เรียกว่า "Joururi Hime (องค์หญิงโจรุริ
หรือ องค์หญิงแห่งการบรรยายเรื่องราวด้วยชามิเซ็น) จากนั้นจึงประสานการ
แสดงระหว่างผู้บรรยาย "Joururi" และการแสดงหุ่นเชิด เกิดเป็นละครหุ่นเชิด
หรือ Ningyoujoururi ขึ้นมานั่นเอง โดยการแสดงละครหุ่นเชิดที่มีศูนย์กลางอยู่
ในแถบคันไซ (เขตแถบตะวันตกเฉียงใต้ของญี่ปุ่น เช่นโอซาก้า เกียวโต เป็นต้น)
ยังถูกแบ่งออกเป็นหลากหลายสำนักไปพร้อม ๆ กับการแพร่หลายไปยังเอโดะ
ด้วย

บทเวทีละครหุ่นเชิดญี่ปุ่นมี 3 บทบาทด้วยกัน

หุ่นเชิดจะบังคับด้วยคน 3 คน ส่วนมากผู้เชิดจะใส่ชุดสีดำ แต่ก็มีบางครั้งที่เปิด
เผยตัวผู้เชิดออกมาในบทสำคัญ ๆ เช่นเดียวกัน เช่นตำแหน่ง "Tayuu" ที่เป็น
ผู้บรรยายเรื่องราวในละครหุ่นเชิด ก็มีหน้าที่จะพากย์ตัวละครที่ปรากฎในเรื่อง
ต่าง ๆ และบรรยายภาพเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในตอนนั้นออกมาอย่างแยบยล
เป็นต้น บทเพลงก็มีส่วนสำคัญในละครหุ่นเชิดเช่นเดียวกัน โดยปกติแล้วมักจะ
ใช้เครื่องสาย "Futosao" ที่เสียงก้องกังวานกว่า Shamisen (ซอสามสายของ
ญี่ปุ่น) มาใช้ในละครหุ่นเชิด

วิธีเพลิดเพลินไปกับละครหุ่นเชิด

การแสดงละครหุ่นเชิดญี่ปุ่นนั้น จะใช้คำศัพท์และการเล่นคำที่แตกต่างไปจาก
ญี่ปุ่นในยุคปัจจุบัน ทำให้ฟังดูเข้าใจยากขึ้นไม่มากก็น้อย แต่ในสถานที่จัดแสดง
ก็จะมีบทบรรยายบนหน้าจอ และหูฟังไกด์ที่สามารถใช้ฟังคำอธิบายที่ชัดเจนได้
เตรียมเอาไว้ให้

ละครหุ่นเชิดญี่ปุ่นที่สามารถเพลิดเพลินได้ในหลากหลายพื้นที่

นอกจากในโอซาก้าแล้ว ละครหุ่นเชิดญี่ปุ่นยังถูกนำไปจัดแสดงตามโรงละคร
หรือฮอลล์ต่าง ๆ ในหลากหลายพื้นที่ และใน "โรงละครหุ่นเชิดแห่งชาติ" ที่อยู่
ใจกลางเมืองโอซาก้า ก็สามารถรับชมการแสดงพื้นบ้านของญี่ปุ่นที่เรียกว่า
"ละครโน" ไปพร้อมกันได้ด้วยเช่นกัน

บทบาทการแสดงในละครหุ่นเชิดญี่ปุ่น

ละครหุ่นเชิดญี่ปุ่นถูกแบ่งออกเป็น "Jidaimono" ที่เป็นเรื่องราวช่วงก่อนยุค
เอโดะ (ค.ศ. 1603-1868) "Sewamono" ที่กล่าวถึงเรื่องราวของประชาชน
ทั่วไป และ "Keiji" ที่เน้นดนตรีเป็นองค์ประกอบหลัก โดยตัวอย่างผลงานที่โดด
เด่นของ Jidaimono ก็คือ "Yoshitsune Senbonzakura (โยชิสุเนะกับต้น
ซากุระพันต้น)" ส่วนของ Sewamono จะเป็น "Sonesaki Shinjuu (การฆ่าตัว
ตายเพราะรักของโซเนะซากิ)" และ Keiji ก็จะมี "Gojobashi (สะพานห้าเส้น)"
เป็นต้น

*ข้อมูลนี้เป็นข้อมูลขณะลงพิมพ์บทความ

แชร์บทความนี้