ระบบการยกเว้นภาษีของประเทศญี่ปุ่น

ระบบการยกเว้นภาษีของประเทศญี่ปุ่น

Update:

ขออธิบายเกี่ยวกับระบบการยกเว้นภาษีของประเทศญี่ปุ่น
(แท็กซ์ฟรี / Tax free)

ภาษีศุลกากรและภาษีอุปโภคบริโภค

การยกเว้นภาษี ประกอบด้วย การยกเว้นภาษีศุลกากรที่เรียกว่า "ดิวตี้ฟรี"
และการยกเว้นภาษีอุปโภคบริโภค (ภาษีมูลค่าเพิ่ม) ที่เรียกว่า "แท็กซ์ฟรี"
หากเห็นคำว่า "Tax-free" ให้คิดว่าเป็นร้านค้าปลอดภาษีมูลค่าเพิ่ม
หรือเรียกว่า "แท็กซ์ฟรี ช็อป" ได้เลย
ปัจจุบัน ในเดือนธันวาคม ปี 2015 นอกจากที่สนามบินแล้ว "ดิวตี้ฟรี ช็อป" จะมีแค่เพียงที่
"T GALLERIA OKINAWA" จังหวัดโอกินาว่า และห้าง " MITSUKOSHI GINZA"
ที่ย่านกินซ่าในโตเกียวเท่านั้น

เงื่อนไขที่จำเป็น

เงื่อนไขในการยกเว้นภาษีมูลค่าเพิ่มมีดังนี้
"ท่านต้องซื้อสินค้าจากร้านค้าที่ได้รับการอนุญาตให้ยกเว้นภาษีมูลค่าเพิ่ม"
"ท่านต้องซื้อเพื่อใช้เป็นการส่วนตัว ไม่มีจุดประสงค์ในการจำหน่ายต่อ"
"หากเป็นสินค้าที่ใช้แล้วไม่หมดไป ได้แก่ เครื่องใช้ไฟฟ้า นาฬิกา
เสื้อผ้า ของใช้ทั่วไป ฯลฯ ต้องนำออกนอกประเทศญี่ปุ่นภายใน 6 เดือน
นับจากวันที่เข้าประเทศญี่ปุ่น"
"สินค้าที่ใช้แล้วหมดไป ได้แก่ เครื่องสำอาง เวชภัณฑ์ อาหาร เครื่องดื่ม
ต้องนำออกนอกประเทศญี่ปุ่นโดยไม่แกะหีบห่อออก ภายใน 30 วัน
นับจากวันที่ซื้อ"

ผู้ที่สามารถซื้อสินค้ายกเว้นภาษีได้

นักท่องเที่ยวต่างชาติที่ไม่พำนักอาศัยในญี่ปุ่นเป็นระยะเวลานาน
คือ ผู้ที่ได้รับการยกเว้นภาษี
ผู้ที่เข้าประเทศญี่ปุ่นมาเกินกว่า 6 เดือนขึ้นไป และผู้ที่ทำงานอยู่ใน
ประเทศญี่ปุ่น หรือผู้ที่มีสัญชาติญี่ปุ่น จะไม่ได้รับการยกเว้นภาษี

สินค้าและจำนวนเงินที่ยกเว้นภาษีได้

ในกรณีของสินค้าทั่วไป สามารถยกเว้นภาษีได้ที่ยอดซื้อรวมตั้งแต่
10,001 JPY ขึ้นไป โดยจะต้องเป็นยอดที่ซื้อจากร้านค้าเดียวกันและ
ภายในวันเดียวกันด้วย
สินค้าทั่วไปหมายถึง สินค้าที่ใช้แล้วไม่หมดไป เช่น เครื่องใช้ไฟฟ้า
เครื่องประดับ นาฬิกา เสื้อผ้า ฯลฯ
หากเป็นสินค้าที่ใช้แล้วหมดไป เช่น อาหาร เครื่องดื่ม ยา เครื่องสำอาง
จะสามารถยกเว้นภาษีได้ที่ยอดซื้อรวมตั้งแต่ 5,001 JPY ถึง 500,000 JPY
โดยจะต้องซื้อจากร้านค้าเดียวกันและภายในวันเดียวกันด้วยเช่นกัน
นอกจากนี้ ราคาสินค้าทั้งสองประเภทข้างต้น จะต้องคิดคำนวณ
ยอดซื้อรวมแยกจากกันด้วย

ข้อควรระวังหลังการซื้อ

สินค้าทั่วไปและสินค้าประเภทใช้แล้วหมดไปที่ซื้อโดยผ่านกระบวนการ
ยกเว้นภาษีมูลค่าเพิ่มแล้ว จะต้องไม่ผ่านการโอนกรรมสิทธิ์ให้ผู้อื่นก่อน
ออกนอกประเทศ
เมื่อจะออกนอกประเทศ จะต้องแสดง "สินค้ายกเว้นภาษีที่ท่านซื้อมา"
ต่อศุลกากร พร้อมแนบหนังสือเดินทางและ "ใบบันทึกการซื้อสินค้า
ยกเว้นภาษีเพื่อนำออก" ด้วย
หากนำสินค้าที่ซื้อใส่ในกระเป๋าเดินทาง จะต้องได้รับการตรวจสอบ
จากศุลกากร ก่อนที่จะนำกระเป๋าไปโหลดกับสายการบิน
หากไม่ได้รับการอนุมัติให้ครอบครองสินค้ายกเว้นภาษี จะต้องชำระค่าภาษี
ที่ถูกยกเว้นไปตอนซื้อ
หากมีการส่งสินค้าแยกต่างหาก จะต้องผ่านการตรวจสอบจากศุลกากรก่อน
เช่นกัน

วิธีการรับเงินคืน

สามารถรับเงินค่าภาษีมูลค่าเพิ่มคืนได้ 2 วิธี
วิธีแรกคือ การแสดงหนังสือเดินทางขณะซื้อสินค้าแล้วท่านจะได้รับการ
หักภาษีมูลค่าเพิ่มออกก่อนการชำระเงิน
อีกวิธีคือ การชำระภาษีมูลค่าเพิ่มเมื่อซื้อสินค้าและรับค่าภาษีคืนในอีก
บริเวณหนึ่งของร้านค้านั้น
ไม่ว่าจะวิธีใดก็ไม่มีความยุ่งยาก เนื่องจากขั้นตอนการรับภาษีคืน
จะทำให้เสร็จได้ภายในร้านค้านั้น ๆ
สิ่งที่ต้องปฏิบัติที่สนามบินเมื่อออกนอกประเทศ เพียงแค่แสดงหนังสือ
เดินทาง พร้อมแนบ "ใบบันทึกการซื้อสินค้ายกเว้นภาษีเพื่อนำออก"
ให้แก่ศุลกากรเท่านั้น

ในศูนย์การค้า

สำหรับการซื้อสินค้าในศูนย์การค้าที่ประกอบไปด้วยร้านค้าจำนวนมาก
มีร้านค้าปลอดภาษีประเภทที่สามารถรับการคืนภาษีได้ด้วย หากยอดซื้อรวม
ตรงตามเงื่อนไขการยกเว้นภาษี แม้ว่ายอดนั้นจะเป็นการซื้อสินค้าจาก
คนละร้านภายในศูนย์การค้าก็ตาม
ในกรณีนี้ ให้ทำการขอคืนภาษีได้ที่เคาน์เตอร์ดำเนินการยกเว้นภาษีภายในศูนย์การค้า
แต่ทว่า มีบางศูนย์การค้าอาจไม่สามารถคำนวณยอดซื้อรวมจากร้านทั้งหมด
รวมกันได้ด้วย

*ข้อมูลนี้เป็นข้อมูลขณะลงพิมพ์บทความ

แชร์บทความนี้