HOME ชิบุยะ พืชและสัตว์กว่า 3,000 ชนิดที่อาศัยอยู่รอบบริเวณป่าของศาลเจ้าเมจิ
พืชและสัตว์กว่า 3,000 ชนิดที่อาศัยอยู่รอบบริเวณป่าของศาลเจ้าเมจิ

พืชและสัตว์กว่า 3,000 ชนิดที่อาศัยอยู่รอบบริเวณป่าของศาลเจ้าเมจิ

Update:

ทุก ๆ ปี ศาลเจ้าเมจิจะมีผู้คนจำนวนมากอันดับหนึงในญี่ปุ่นมารวมตัวกันสักการะในวันขึ้นปีใหม่
รอบ ๆ ศาลเจ้าที่เป็นป่าพื้นที่ประมาณ 700,000 ตารางเมตร
ปัจจุบันมีสัตว์ประมาณ 3,000 ชนิดอาศัยอยู่
จึงทำให้สามารถที่จะได้ยินเสียงของหญ้าที่พริ้วไหวไปตามสายลมและเสียงร้องของนก
และบริเวณนี้ก็ล้อมรอบไปด้วยอากาศอันบริสุทธิ์
ถ้าได้มาพักผ่อนเพลิดเพลินอย่างเต็มอิ่ม ที่นี่คงจะดีไม่น้อยเลย

ศาลเจ้าเมจิ เป็นสถานที่อันศักดิ์สิทธิ์ที่ถูกสร้างเพื่อเคารพบูชาจักรพรรดิเมจิ
กับพระจักรพรรดินีโชเคนโคไทโกในปี ค.ศ.1920
มีการกล่าวไว้ว่าในช่วงก่อสร้างเป็นสถานที่ที่ราวกับทุ่งหญ้ารกร้าง
ซึ่งต่างจากที่เป็นอยู่ในปัจจุบัน ในช่วงที่ก่อสร้างได้มีการปลูกต้นไม้นับแสนต้น
ที่ได้รับการสนับสนุนต้นไม้มากจากทั่วประเทศ และเป็นที่น่าประหลาดใจ
เพราะเป็นป่าถูกสร้างขึ้นมาและได้รับการคุ้มครอง
ถ้าเดินทางจากสถานีฮาราจูกุมาที่ศาลเจ้าเมย์จิแล้วล่ะก็ จะเห็นโทริอิเป็นอย่างแรก
ส่วนตัวโบสถ์หลักจะอยู่ถัดไปอีก ดังนั้นเริ่มต้นด้วยการเคารพหน้าโทริอิหนึ่งครั้งแล้ว
ค่อยเดินเข้าไปข้างในกันเถอะ

ถ้าได้ก้าวเข้าไปในสถานที่อันศักดิ์สิทธิ์แล้วล่ะก็ จะทำให้จิตใจเข้าสู่ธรรมชาติ
ทางเดินเป็นทางลงเขาไม่ลาดชันนัก เพื่อให้คนที่มาสักการะได้มีความรู้สึกที่ดีในการสักการะ
จึงได้ทำเป็นทางลาดลง ถ้าเดินเยียบกรวดทรายไปด้วยแล้ว จะสามารถรู้ถึงอากาศที่เย็นได้
เสียงที่มาจากการเยียบกรวดทราย มีเพื่อไว้ชำระล้างผู้มาสักการะให้บริสุทธิ์
ในขณะที่เดินไปพร้อมกับเสียงฉับ ๆ เบา ๆ จากการเยียบกรวดทรายจะทำให้รู้สึกสงบสุขอย่างมาก

สิ่งที่เห็นคือ ถังเหล้ากับถังไวน์ อาจจะเป็นเพราะจักรพรรดิชื่นชอบไวน์
โดยเฉพาะไวน์จากมณฑลเบอร์กันดี จึงมีถังไวน์เรียงรายอยู่จำนวนมาก

ทางนี้เป็นถังเหล้าที่เป็นเหล้าญี่ปุ่น ถ้าเป็นผู้ชื่นชอบเหล้าล่ะ
ก็คงจะเพลิดเพลินไปกับการลองดูยี่ห้อต่าง ๆ ทั้งไวน์และเหล้าญี่ปุ่น

ถัดไปตรงนั้น โทริอิที่มองเห็นทางด้านซ้ายมือ เป็นเสาที่ใหญ่ที่สุดในญี่ปุ่น
ในบรรดาโทริอิเมียวจินที่สร้างด้วยไม้ และเสาต้นหนึ่งทำจากต้นไซเปรสไต้หวันกลม ๆ ต้นใหญ่หนึ่งต้น

เดินลอดผ่านโทริอิใหญ่ไปแล้วก็จะมาถึงศาลาบูชา
จากจุดนี้ไปจะเริ่มเป็นสถานที่อันศักดิ์สิทธิ์โดยเฉพาะ

ก่อนเข้าสักการะให้ชำระร่างกายด้วยวิธีล้างมือก่อน วิธีล้างคือ
ก่อนอื่นให้ใช้มือขวาจับกระบวยตักน้ำแล้วล้างมือซ้าย
ต่อไปเปลี่ยนเป็นมือซ้ายจับกระบวยตักน้ำแล้วล้างมือขวา
จากนั้นให้เปลี่ยนถือกระบวยด้วยมือขวาแล้วเท่น้ำลงฝ่ามือซ้ายแล้ว
บ้วนปากจากน้ำที่อยู่ในมือข้างซ้าย หลังจากบ้วนปากเสร็จให้ล้างมือซ้ายอีกครั้ง
และล้างด้ามจับด้วยน้ำเล็กน้อยแล้ววางกระบวยไว้ที่เดิม

ให้ใส่เหรียญทำบุญแล้ว "เคารพ 2 ครั้ง ปรบมือ 2 ครั้ง แล้วก็เคารพอีก 1 ครั้ง"
คือก้มหัว 2 ครั้ง ปรบมือ 2 ครั้ง แล้วก็อธิษฐานสุดท้ายก็ก้มหัวอีก 1 ครั้ง
จะดีมากถ้าซ่อมมาก่อน เพื่อจะได้สามารถทำได้อย่างเป็นธรรมชาติ

หลังจากที่สักการะเสร็จแล้วก็ไปสวนพระราชวังศาลเจ้าเมจิ จากคำอธิบายที่เขียนไว้บอกเอาไว้ว่า
ตั้งแต่ช่วงต้นยุคเอโดะสวนพระราชวังนี้เป็นสวนของตระกูลคาโต้กับตระกูลอิอิ
แต่พอมาในยุคเมจิกลายเป็นเขตรับผิดชอบ กระทรวงภายในพระราชวัง
แล้วถูกตั้งชื่อว่าสวนพระราชวังโยโยกิ และตอนนี้ก็ได้กลายเป็นสวนพระราชวังศาลเจ้าเมจิ
ซึ่งที่นี่เคยเป็นสวนมาตั้งแต่โบราณ แต่ในยุคเมจิได้ถูกจัดทำให้จักรพรรดิเมจิ
กับพระจักรพรรดินีโชเคนโคไทโกสามารถเดินเล่นได้
ด้วยเป็นสถานที่ที่ทำให้คิดว่าเป็นพื้นที่ป่ามาแต่ไหนแต่ไร
จึงมีบรรยากาศของทางเดินต่างจากตอนนี้ ที่ซึ่งมีความสดชื่นจากต้นไม้อย่างเป็นธรรมชาติออกมาต้อนรับ

มาค้นพบคิโยมาไซยที่มีชื่อเสียงตามสื่อโทรทัศน์ที่ญี่ปุ่นกัน
สถานที่ที่สามารถสัมผัสน้ำอันบริสุทธิ์ที่ผุดขึ้นมา
มีกล่าวกันว่า น้ำอุ่นนี้ทั้ง 4 ฤดูจะมีอุณหภูมิอยู่ที่ มากหรือน้อยกว่า 15 องศาเซลเซียส
และมีน้ำผุดขึ้นมา 60 ลิตรทุก ๆ นาที ให้ความรู้สึกเย็นสบายดี
สถานที่นี่เป็นที่เพิ่มโชคลาภอย่างแน่นอนแต่ห้ามเอาเหรียญบริจากลง
เพราะมันเป็นสิ่งไม่ดีซึ่งจะทำให้น้ำอันบริสุทธิ์เปื้อน

ถ้าเดินผ่านทางเดินที่เต็มไปด้วยต้นไม้แล้ว จะเห็นสวนต้นโชบุจากสายตาได้ทันที
ที่นี่เป็นสถานที่ที่ให้จักรพรรดิเมย์จิกับพระจักรพรรดินีโชเคนโคไทโกได้ปลูกต้นโชบุ
เมื่อเข้าเดือนมิถุนายนจะเข้าสู่ฤดูกาลชมดอกโชบุ ซึ่งโชบุสายพันธุ์หลากสีจะออกดอกสีสันต่าง ๆ
ช่วงเวลาที่เต็มไปด้วยดอกโชบุจะเป็นทิวทัศน์ความสวยงามที่จะทำให้ลืมฮาราจุกุหรือชิบุยะไปเลยโดยทันที

ในสระของสวนพระราชวังแน่นอนอยู่แล้วว่าสามารถชมปลาคาร์ฟ
และยังสามารถชมนกป่าตามฤดูกาลต่างๆเช่น มากาโมะ โอชิโดริและโฮจิโระ
และก็ดอกบัวที่บานสวยงามในช่วงฤดูร้อนได้อีกด้วย

เปิดสายตาไปแถว ๆ บริเวณหน้าศาลาคลังสมบัติจะพบกับสถานที่ที่เต็มไปด้วยสนามหญ้า
ฝั่งท้องฟ้ากว้างก็สามารถมองดูตึกสูงของชินจุกุได้ หลังจากเหนื่อยจากการเดิน
ก็สามารถพักผ่อนสบาย ๆ สักพักใต้ร่มต้นไม้ที่นี่ได้
ถ้าได้พักบนสนามหญ้าพ้อมกับสัมผัสสายลมอย่างสดชื่นแล้วล่ะก็
อาจจะได้รับพลังจากป่าผู้คุ้มครองเข้าสู่ทั่วร่างกายเลยก็เป็นได้
ทั้งนี้ทั้งนั้นนอกจากสถานที่ที่ระบุเอาไว้แล้ว
ภายในศาลเจ้ารวมถึงสถานที่นี้ด้วยห้ามรับประทานอาหาร โปรดระมัดระวังด้วย

แล้วก็มาถึงศาลาคลังสมบัติ ในนี้จะถูกตกแต่งไปด้วยภาพเหมือน
ของจักรพรรดิเมจิกับพระจักรพรรดินีโชเคนโคไทโก
และมีการแสดงโชว์สิ่งของที่มีความเกี่ยวของกับทั้งสองพระองค์

ในศาลาคลังสมบัติ ก็มี "หินสาซาเระ" ที่เป็นคำหนึ่งในเพลงชาติ "คิมิกาโย"
แต่เดิมเป็นก้อนหินเล็ก ๆ แต่มันได้ไหลไปรวมกับก่อนหินอื่น ๆ
ตามแม่น้ำจึงทำให้กลายเป็นก้อนหินใหญ่เช่นนี้ แต่เดิมมีอยู่ที่กิฟุแต่ได้ถูกนำมาถวายเอาไว้ที่นี่

เส้นทางกลับไปทางฮาราจุกุเต็มไปด้วยต้นไม้สูง เป็นเส้นทางที่ทำให้รู้สึกดี
ถึงดวงอาทิตย์จะขึ้นสูงแล้ว แต่ก็มีใบไม้ช่วยบดบังแสงทำให้เห็นร่มเงาอันงดงามที่ฉายอยู่ในป่า

หลังจากที่เดินในเขตศาลเจ้าอย่างเต็มที่แล้วก็กลับมาถึงทางเข้า
แล้วก็ได้เวลาดื่มชาที่เทอเรสที่เป็นของบริษัทกาแฟ ในฤดูที่อบอุ่นแนะนำให้มานั่งผ่อนคลาย
อยู่ที่เทอเรสข้างนอกสบาย ๆ ก็ดี ที่ร้านกาแฟก็มีเมนูยอดนิยมอย่าง
นมเต้าหูเจลาโต้กับครัวซองค์ หลังจากที่พักเติมเต็มความหิวและความกระหายน้ำแล้ว
ก็ลองค่อย ๆ นึกคิดถึงสิ่งที่รู้สึก ทิวทัศน์ที่เห็นในระหว่างที่เดินดู
จะต้องทำให้พบกับสิ่งที่น่าตกใจหรือค้นพบอะไรหลาย ๆ อย่างได้แน่ ๆ

*ข้อมูลนี้เป็นข้อมูลขณะลงพิมพ์บทความ

แชร์บทความนี้